[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
สอวน.ศูนย์ลำปางกัลยาณี
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
ค้นหา   
เมนูหลัก
link banner
e-Learning

คลังเก็บรูปภาพ
พยากรณ์อากาศ
 


  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
"แมทธิว ดีน" แชร์ให้อ่าน ความรู้เรื่องการแพร่กระจายของโควิด-19  VIEW : 37    
โดย worrior1688

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 1
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 1
Exp : 20%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 27.254.112.xxx

 
เมื่อ : พุธ ที่ 18 เดือน มีนาคม พ.ศ.2563 เวลา 12:59:25    ปักหมุดและแบ่งปัน




ระหว่างที่ทำการรักษาตัวจากเชื้อโควิด-19 ที่โรงพยาบาล แมทธิว ดีน นอกจากจะออกมาโพสต์ถึงครอบครัว ภรรยา ลิเดีย ศรัณย์รัชต์ ที่ป่วยโควิด-19 เช่นกัน และความคิดถึงลูกๆ น้องดีแลน-น้องเดมี่ แล้ว ล่าสุดแมทธิวยังได้แชร์ความรู้จาก washington post เรื่องการแพร่กระจายของโควิด-19  casino online
ซึ่งแฟนๆ ที่ได้อ่านก็บอกว่าขอบคุณแมทธิวมากที่เอาความรู้นี้มาโพสต์ลงในอินสตาแกรม เพราะอ่านเข้าใจแล้วเข้าใจง่าย เห็นภาพชัดเจน ตามข้อความนี้ว่า 
"Flatten the curve เข้าใจคำว่า #SocialDistancing กับ Covid-19 ”การรักษาระยะห่างระหว่างกัน (Social Distancing)” นี่ไม่ใช่เรื่องความรักแต่เป็นวิธีการแก้การระบาดของ Covid-19 ด้วยการหลีกเลี่ยงพื้นที่สาธารณะและจำกัดการเคลื่อนไหวเพื่อพบปะกัน
ซึ่งก็คล้ายๆกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยใน article ของ washington post ได้แยกเป็น 4 สถานการณ์ดังนี้
1) ปล่อยอิสระ (Free-for-all) คือไม่ต้องทำอะไร และซึ่งเมื่อเราจำลองกับเมืองขนาด 200 คนด้วยการใส่ผู้ป่วยเข้าไป 1 คน เราก็จะเห็นการแพร่กระบาดของผู้ป่วยออกไปในวงกว้าง ตัวกราฟก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วซักพักจำนวนผู้ป่วยก็จะค่อย ๆลดลง ตัวกราฟก็ลดลงเช่นกัน ซึ่งถ้าเป็นไปในลักษณะนี้ การติดต่อกันจะใช้เวลาไม่นาน ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างของเมืองขนาด 200 คนและถ้าเป็นสังคมที่มีประชากรหลักล้าน นั้นหมายความว่ากว่ากราฟจะขึ้นไปพีคสุดที่มีคนติดกันหมดทั้งเมืองแล้วถึงจะเริ่มลดลง ซึ่งก็จะใช้เวลานานขึ้นอีกไม่รู้กี่เท่าตัวและนั้นจะเป็นปัญหาของทรัพยากรที่ใช้ในการจัดการว่าเราจะพร้อมแค่ไหนในช่วงที่คนติดพร้อมๆกัน?
2) บังคับกักกัน (Forced or Attempted quarantine) เหมือนๆกับที่ใช้ในหูเป่ย ประเทศจีน คือปิดเมืองไปเลย เมืองไหนมีคนป่วยก็ปิด ห้ามออกไปไหน ซึ่งวิธีนี้ผู้เชี่ยวชาญบอกจะเป็นไปได้ยากกับสหรัฐทั้งในแง่ของการใช้ชีวิตและกฎหมาย และเช่นกันน่าจะยากกับประเทศไทย ซึ่งวิธีนี้เค้าได้วิเคราะห์กันแล้วว่าเป็นไปได้ยาก เพราะว่าช่วงแรกมันจะดูมีประสิทธิภาพดีมาก แต่ไม่นานมันจะเริ่มมีรูรั่วออกมาจะด้วยสาเหตุใดก็ตามและไม่นานนักมันก็จะมีคนป่วยหลุดออกจากจุดกักกันออกไปติดกับคนอื่น และก็จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเหมือนเดิม ซึ่งจะจัดการกับผู้ป่วยได้ช้าออกไปอีกเมื่อเทียบกับแบบแรก... 
3) แบบรักษาระยะห่างกันพอประมาณ (Moderate social distancing) ง่ายๆเลยคือ อยากให้คนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่สาธารณะ อยู่ในที่คนเยอะๆ อยู่บ้าน อยู่กับหมากับแมวให้มากขึ้น หลักการง่ายๆคือเคลื่อนที่กันให้น้อยลงและลดการสัมผัสให้น้อยลง ซึ่งถ้าเป็นลักษณะนี้โอกาสของการแพร่ระบาดของไวรัสก็จะลดลง ซึ่งในแบบจำลองที่ 3 นี้เค้าได้ลองให้คน 1 ใน 4 คนเเคลื่อนไหวไปสัมผัสคนอื่นๆและอีก 3/4 อยู่กับบ้าน ไม่ไปไหน ซึ่งผลที่ได้ก็คือเราจะมีคนที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่อิตาลีก็ใช้วิธีนี้อยู่ด้วยการสั่งปิดร้านอาหาร และจีนที่ปิดแหล่งรวมตัวของสาธารณะทั้งหมด และที่อเมริกาก็กำลังจะใช้วิธีเดียวกัน
4) แบบรักษาระยะห่างกันอย่างจริงจัง (Extensive social distancing) ซึ่งวิธีนี้ ก็จะคล้ายๆกับวิธีที่ 3 แต่เค้าลองให้เหลือแค่ 1 จาก 8 คนเท่านั้นยังเคลื่อนที่ไปสัมผัสคนอื่นอยู่ ที่เหลืออยู่กับบ้าน ไม่ต้องออกไปไหน ซึ่งวิธีนี้ได้ผลดีมากเพราะกราฟของผู้ติดเชื้อจะแบนราบมาก และจำนวนของคนที่ติดเชื้อก็จะเป็นไปอย่างช้าๆ ขนานไปกับผู้ที่หายเป็นปกติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะแสดงให้เห็นว่าเราจะสามารถบริหารจัดการของทรัพยากรและเจ้าหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ซึ่งแบบจำลองทั้ง 4 จะให้ผลที่แตกต่างกันไปตามแต่ context ของแต่ละประเทศและสภาพสังคม และจริงอยู่ว่าผลของแบบ #4 จะดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงนั้นเรียกว่าทำได้ค่อนข้างยาก ซึ่งในทางกลับกันแบบจำลองที่ 3 ที่เป็นแบบรักษาระยะห่างกันพอประมาณ (Moderate social distancing) ดูจะ realistic มากที่สุด และยังได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการบังคับกักกัน (Forced or Attempted quarantine) ซึ่งถ้าเป็นไปในลักษณะนั้นเราน่าจะสามารถบริหารทรัพยากรและบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
มากไปกว่านั้นในชีวิตจริงมันยังมี factors อีกหลายอย่างที่เราควรจะตระหนักไว้ โดยเฉพาะเรื่องว่าในแบบจำลองทั้งหมดนั้นมันอาจเป็นเพียงแค่แบบจำลองของลูกบอลที่กระทบกันไปมาแล้วก็เปลี่ยนสีไปตามการติดเชื้อ แต่ในความเป็นจริงเราไม่ใช่ลูกบอลและมันยังมีการเสียชีวิตของคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงซึ่งได้แก่คนชราและผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อน ซึ่งนั้นหมายความว่าลูกบอลบางส่วนจะหายไปจากการกระทบและแตะกัน....... ........และถ้ามันหายไป มันก็ไม่ได้เกิดจากใครนอกจากความดื้อของตัวเราเอง
ซึ่งทุกอย่างเริ่มต้นได้ด้วยตัวเรานะ 
ขอบคุณ  :  casino online